สถานีตำรวจภูธรเชียงคำ จังหวัดพะเยา


ประวัติ


สถานีตำรวจภูธรเชียงคำ จังหวัดพะเยา เดิมขึ้นการบังคับบัญชาในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ต่อมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2520 ได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดพะเยา โดยโอนเขตพื้นที่การปกครองเขตอำเภอเชียงคำ ขึ้นการปกครองของจังหวัดพะเยา ดังนั้นสถานีตำรวจภูธรเชียงคำ จึงอยู่ในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดพะเยาจนถึงปัจจุบัน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเชียงคำ ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2452 โดยมีผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานี, ผู้บังคับกอง, สารวัตรใหญ่, รองผู้กำกับการ และผู้กำกับการ จนถึงปัจจุบัน 36 นาย

2. ลักษณะภูมิประเทศ
2.1 ที่ตั้ง สถานีตำรวจภูธรเชียงคำ ตั้งอยู่ที่พิกัด พีบี 365593 เลขที่ 1หมู่ที่ 3 ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา 56110 โทรศัพท์ 0-5445-1444 - 5 โทรสาร 0-5445 -2641 มีพื้นที่ 2 ไร่ 3 งาน ห่างจากตัวจังหวัดพะเยา ประมาณ 78 กิโลเมตร
2.2 เขตติดต่อ
ทิศเหนือ ติดต่อกิ่งอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา และอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย
ทิศใต้ ติดต่ออำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทิศตะวันออก เป็นแนวชายแดนสันเขา ติดต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ยาวประมาณ 20 กิโลเมตร และบางส่วนของอำเภอสองแคว จังหวัดน่าน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอจุน จังหวัดพะเยา และบางส่วนของอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย
2.3 ลักษณะพื้นที่
ลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบ 40 % เป็นภูเขาป่าไม้ 60 % มีลักษณะคล้ายอ่างกะทะโดยมี
ภูเขาสูงอยู่โดยรอบ มีเนื้อที่โดยประมาณ 699.547 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 502,816.87 ไร่
2.4 พื้นที่ทางการเกษตร
อำเภอเชียงคำ มีพื้นที่ทางการเกษตร ประมาณ 117.699 ไร่ คิดเป็น 87 % ของพื้นที่ถือครอง
2.5 การคมนาคม
มีเส้นทางคมนาคมที่ใช้ติดต่อภายในอำเภอและท้องที่อื่นหลายเส้นทางซึ่งเป็นสายหลักคือ
2.5.1 ถนนสายเชียงคำ – บ้านแฮะ – น่าน ระยะทาง 123 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง
ตลอดสาย ผ่านอำเภอสองแคว อำเภอท่าวังผา อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
2.5.2 ถนนสายเชียงคำ – ชัยชมภู – พะเยา ระยะทาง 78 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง
ตลอดสายผ่าน อำเภอจุน อำเภอดอกคำใต้ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
2.5.3 ถนนสายเชียงคำ – กิ่งอำเภอภูซาง – เทิง – เชียงราย ระยะทาง 96 กิโลเมตร เป็น
ถนนลาดยางตลอดสาย ผ่านกิ่งอำเภอภูซาง อำเภอเทิง อำเภอพญาเม็งราย อำเภอเวียงชัย และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

2.5.4 ถนนสายเชียงคำ – บ้านฮวก – กิ่วหก ระยะทาง 28 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง
ตลอดสายเป็นเส้นทางที่สามารถเดินทางไปสู่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้โดยผ่านจุดผ่อนปรนที่กิ่วหก ไปบ้านปางมอญ เมืองคอบ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
2.5.5 ถนนสายเชียงคำ – บ้านแวนโค้ง – อ.สอง จว.แพร่ ระยะทาง 125 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง ตลอดสาย ผ่านอำเภอปง – อำเภอเชียงม่วน และอำเภอสอง จังหวัดแพร่
2.5.6 ถนนสายเชียงคำ – บ้านปางมดแดง – บ้านแม่ลอยไร่ ระยะทาง 25 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางตลอดสาย
2.5.7 ถนนสายเชียงคำ – บ้านทุ่งรวงทอง – บ้านก้อหลวง ระยะทาง 12 กิโลเมตร เป็น
ถนนลาดยางตลอดสาย

3. โครงสร้างประชากร
อำเภอเชียงคำมีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 76,674 คน ชาย 38,182คน หญิง 38,492คน
มีครัวเรือน 21,136 ครัวเรือน ประกอบไปด้วยบุคคลเชื้อชาติต่างกัน คือไทลื้อประมาณ 33 %
คนพื้นเมือง 51 % คนไทยอีสาน 9 % ไทยภูเขา 7 %

4. การปครองส่วนท้องถิ่น
อำเภอเชียงคำ ประกอบด้วย 10 ตำบล 133 หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ 76,674คน
การปกครองส่วนท้องถิ่น มีเทศบาลตำบล 3 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 8 แห่ง
สถานที่ท่องเที่ยวมี วัดพระเจ้านั่งดิน, วัดนันตาราม, ศูนย์ทอผ้าไทยลื้อ และ อนุสรณ์ผู้เสียสละ ฯ

5. ความมั่นคง, ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
5.1 ด้านความมั่นคง เดิมอำเภอเชียงคำมีสภาพการณ์บ่อนทำลายและแทรกซึมจากฝ่ายตรงข้าม เพราะสภาพพื้นที่เป็นป่าเขาและมีแนวเขตชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว) มีระยะทางยาวประมาณ 20 กม. ที่ตำบลร่มเย็นฯ ในปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวได้ลดลงมากและเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งนโยบายของจังหวัดพะเยา ต้องการให้อำเภอเชียงคำเป็นเมืองค้าขายชายแดนและเมืองท่องเที่ยว แต่ก็ยังมีความจำเป็นจะต้องใช้กำลังไว้คอยป้องกันปัญหาตามแนวชายแดน อาทิ ปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย, การค้าอาวุธสงคราม และปัญหายาเสพติด กองกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ คือ
- กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 17
- กรมทหารพรานที่ 31
- กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 326
- กองร้อยอาสาสมัครอำเภอเชียงคำที่ 6
- สมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติ
- สมาชิก กนช.
- สมาชิกลูกเสือชาวบ้าน
- มวลชนหมู่บ้าน อพป., สมาชิกตำรวจบ้าน(สตบ.)
- สมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม, สมาชิกบรรเทาสาธารณภัย, สายตรวจหมู่บ้าน

5.2 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
อำเภอเชียงคำ มีแนวเขตชายแดนติดต่อประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว) ปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ
อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศ มีผลกระทบต่อประเทศไทย ซึ่งคนร้ายกระทำผิดในพื้นที่และหลบหนีเข้ามาตามแนวชายแดนของไทย ปัญหาการโจรกรรมรถ แล้วนำไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้านเกิดขึ้นเป็นประจำ กลุ่มมิจฉาชีพมุ่งหาผลประโยชน์จากการประกอบอาชีพทางอาชญากรรม การโจรกรรมรถ ปัญหายาเสพติด การค้าอาวุธสงคราม นอกจากนี้ยังประสบปัญหาการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง
อยู่เสมอ และในปัจจุบันจากสภาพทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สภาวะการครองชีพสูงขึ้นไปด้วย ทำให้การก่ออาชญากรรม อาทิเช่น การชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์ การลักทรัพย์ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการทุกรูปแบบ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตามวัตถุประสงค์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐบาล

 
กลับหน้าหลัก